มะเร็งลำไส้กระจายตับ อุดหลอดเลือดได้ไหม?
เมื่อအူမကြီးကင်ဆာแพร่กระจายไปยังตับ ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่ามีเพียงการให้ยาเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังมีการรักษาเฉพาะจุด เช่น การจี้ทำลายก้อนและการอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง
คำตอบ คือ มะเร็งลำไส้กระจายตับสามารถรักษาด้วยการอุดหลอดเลือดได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะเมื่อก้อนที่ตับไม่เหมาะกับการผ่าตัด ก้อนกลับมาเป็นซ้ำหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน และมักเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาร่วมกับวิธีอื่น
มะเร็งลำไส้กระจายตับคืออะไร?
มะเร็งลำไส้กระจายตับ หมายถึง เซลล์มะเร็งจากลำไส้ใหญ่หรือลำไส้ตรงเดินทางไปเจริญเติบโตที่ตับ ไม่ใช่มะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากเซลล์ของตับโดยตรง
เมื่อมะเร็งลำไส้แพร่กระจายไปยังตับ จะจัดอยู่ในระยะแพร่กระจายหรือระยะที่ 4 แต่แนวทางรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวน ขนาด และตำแหน่งของก้อน รวมถึงมีมะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่นหรือไม่
หากมีก้อนในตับเพียงไม่กี่ตำแหน่งและสามารถนำออกได้ทั้งหมด การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกสำคัญ แต่ถ้ายังไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์อาจพิจารณาคีโม ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด การจี้ก้อน หรือการอุดหลอดเลือดตามความเหมาะสม
การอุดหลอดเลือดก้อนมะเร็งคืออะไร?
การอุดหลอดเลือด หรือ Embolization เป็นการรักษาเฉพาะจุดโดยแพทย์ใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือด แล้วนำไปยังหลอดเลือดแดงในตับที่ส่งเลือดไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง จากนั้นจึงปล่อยสารหรืออนุภาคขนาดเล็กเพื่อปิดกั้นหรือลดการไหลเวียนของเลือดเข้าสู่ก้อน
ตับมีแหล่งเลือดสำคัญ 2 ทาง ได้แก่ หลอดเลือดดำพอร์ทัลและหลอดเลือดแดงตับ เนื้อเยื่อตับปกติส่วนใหญ่รับเลือดจากหลอดเลือดดำพอร์ทัล ส่วนก้อนมะเร็งในตับมักได้รับเลือดจากหลอดเลือดแดงตับมากกว่า การอุดเฉพาะแขนงที่เลี้ยงก้อนจึงช่วยลดออกซิเจนและสารอาหารที่มะเร็งต้องใช้ในการเติบโต ขณะที่พยายามสงวนเนื้อตับปกติไว้ให้มากที่สุด
การอุดหลอดเลือดมีกี่วิธี?
American Cancer Society แบ่งการอุดหลอดเลือดสำหรับมะเร็งลำไส้ที่กระจายไปตับเป็น 3 วิธีหลัก
การอุดหลอดเลือดแดง หรือ TAE
แพทย์สอดสายสวนผ่านหลอดเลือดบริเวณขาหนีบหรือข้อมือไปยังหลอดเลือดแดงตับ แล้วปล่อยอนุภาคขนาดเล็กเข้าไปอุดแขนงหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อน ช่วยลดออกซิเจนและสารอาหารที่ไปยังเซลล์มะเร็ง
การให้คีโมร่วมกับอุดหลอดเลือด หรือ TACE
เป็นการให้ยาเคมีบำบัดผ่านสายสวนเข้าสู่หลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนโดยตรง แล้วจึงอุดหลอดเลือดเพื่อช่วยให้ยาอยู่ใกล้ก้อนมะเร็งมากขึ้น
วิธีนี้แตกต่างจากการให้คีโมทางหลอดเลือดดำทั่วร่างกาย เพราะเป็นการนำยาไปยังบริเวณก้อนในตับโดยตรง แต่ผู้ป่วยบางรายยังอาจต้องได้รับคีโมหรือยารักษาแบบทั่วร่างกายร่วมด้วย
การอุดหลอดเลือดร่วมกับรังสี หรือ Radioembolization
แพทย์ปล่อยเม็ดอนุภาคขนาดเล็กที่มีสารกัมมันตรังสี เช่น Yttrium-90 หรือ Y-90 เข้าไปในหลอดเลือดแดงตับ เม็ดอนุภาคจะไปค้างใกล้ก้อนและปล่อยรังสีในระยะสั้น เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยจำกัดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้าง
ผู้ป่วยแบบใดอาจเหมาะกับการอุดหลอดเลือด?
แพทย์อาจพิจารณาการอุดหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
- มะเร็งลำไส้กระจายไปที่ตับและไม่สามารถผ่าตัดออกได้ทั้งหมด
- ก้อนกลับมาเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด
- สุขภาพไม่เหมาะกับการผ่าตัดใหญ่
- ก้อนมีขนาดใหญ่หรือมีตำแหน่งที่ไม่เหมาะกับการจี้ทำลาย
- ต้องการควบคุมก้อนในตับหรือบรรเทาอาการจากก้อน
- เนื้อตับส่วนที่เหลือยังทำงานได้เพียงพอ
- ไม่มีภาวะที่ทำให้ความเสี่ยงจากหัตถการสูงเกินไป
การอุดหลอดเลือดอาจใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับการจี้ก้อน คีโม ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และการผ่าตัดตามแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีตับเสียหายมากจากโรคตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมีการทำงานของตับไม่เพียงพอ อาจไม่เหมาะกับวิธีนี้ เพราะการอุดหลอดเลือดอาจลดเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อตับปกติบางส่วนด้วย
ก่อนอุดหลอดเลือดต้องตรวจอะไรบ้าง?
ก่อนทำหัตถการ แพทย์จะประเมินให้แน่ชัดว่าก้อนมีต้นกำเนิดจากมะเร็งลำไส้ ตำแหน่งใดควรได้รับการรักษา และตับสามารถรองรับหัตถการได้หรือไม่ การตรวจอาจประกอบด้วย
- CT Scan หรือ MRI เพื่อดูจำนวน ขนาด และตำแหน่งของก้อน
- ตรวจว่ามีมะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่นหรือไม่
- ตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด
- ตรวจระดับ CEA เพื่อประกอบการติดตามโรค
- ทำแผนที่หลอดเลือดด้วย Angiography
- ทบทวนยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด
- ประเมินสุขภาพโดยรวมและการรักษามะเร็งที่เคยได้รับ
CT และ MRI ช่วยประเมินก้อนในตับ ส่วน Angiography ช่วยแสดงแขนงหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงก้อน เพื่อให้แพทย์วางแผนอุดหลอดเลือดได้อย่างแม่นยำ
การอุดหลอดเลือดทำอย่างไร?
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่และอาจได้รับยาช่วยผ่อนคลาย แพทย์รังสีร่วมรักษาจะสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดบริเวณขาหนีบหรือข้อมือ ใช้ภาพเอกซเรย์นำทางสายสวนไปยังหลอดเลือดแดงตับ แล้วฉีดสารทึบรังสีเพื่อระบุแขนงที่เลี้ยงก้อน
เมื่อสายสวนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แพทย์จะปล่อยอนุภาค ยาเคมีบำบัด หรือเม็ดรังสีตามวิธีที่วางแผนไว้ หลังทำจะเฝ้าสังเกตอาการและติดตามการทำงานของตับ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน แต่ระยะพักฟื้นขึ้นอยู่กับชนิดของหัตถการและสุขภาพของแต่ละคน
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
ผลข้างเคียงหลังอุดหลอดเลือดอาจแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น
- ปวดท้องหรือปวดบริเวณชายโครงขวา
- มีไข้ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร
- ค่าการทำงานของตับผิดปกติ
- การติดเชื้อในตับ
- ถุงน้ำดีอักเสบ
- ลิ่มเลือดในหลอดเลือดสำคัญของตับ
- การทำงานของตับแย่ลง
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบไม่บ่อยแต่สามารถเกิดขึ้นได้ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นหากต้องอุดหลอดเลือดแขนงใหญ่หรือผู้ป่วยมีเนื้อตับที่แข็งแรงเหลืออยู่น้อย จึงควรได้รับการประเมินและรักษาโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์
สรุป
มะเร็งลำไส้กระจายตับสามารถอุดหลอดเลือดได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเป็นการรักษาเฉพาะจุดเพื่อลดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อน อาจทำร่วมกับยาเคมีบำบัดหรือรังสี และอาจใช้เมื่อก้อนไม่สามารถผ่าตัดได้ ก้อนกลับมาเป็นซ้ำ หรือผู้ป่วยไม่เหมาะกับการผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ป่วยทุกคน การเลือกวิธีรักษาต้องพิจารณาจำนวนและตำแหน่งของก้อน การกระจายไปอวัยวะอื่น การทำงานของตับ สุขภาพโดยรวม และการรักษาที่เคยได้รับ โดยอาศัยการวางแผนร่วมกันของอายุรแพทย์มะเร็ง ศัลยแพทย์ตับ และแพทย์รังสีร่วมรักษา
**บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ แนวทางและผลการรักษาแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย**


