ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารทะเลได้ไหม?
ผู้ป่วยและครอบครัวมักมีข้อสงสัยว่า ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารทะเลได้ไหม เพราะกังวลว่าอาหารทะเลอาจกระตุ้นให้มะเร็งเติบโต ทำให้แผลหายช้า หรือรบกวนการรักษา คำตอบ คือ ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่สามารถกินปลา กุ้ง ปู ปลาหมึก และหอยได้ หากไม่มีประวัติแพ้อาหาร ไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องจำกัดอาหาร และเลือกอาหารทะเลที่สด สะอาด และปรุงสุกทั่วถึง
อาหารทะเลมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร?
อาหารทะเลเป็นแหล่งโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการรักษามวลกล้ามเนื้อ การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการฟื้นตัวของร่างกาย ผู้ป่วยที่กินอาหารได้น้อยหรือน้ำหนักลดอาจต้องเพิ่มอาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
ปลาและอาหารทะเลยังให้สารอาหารหลายชนิด เช่น
- โปรตีน
- วิตามินบี 12
- วิตามินดี
- ธาตุเหล็กและสังกะสี
- ซีลีเนียม
- กรดไขมันโอเมกา 3 ในปลาบางชนิด
แนะนำให้ผู้ป่วยที่เบื่ออาหารเลือกกินอาหารโปรตีนสูงในช่วงที่ยังมีความอยากอาหาร โดยยกปลาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของอาหารโปรตีนสูง นั่นเอง
กินอาหารทะเลแล้วทำให้มะเร็งโตจริงหรือไม่?
ปัจจุบันไม่มีคำแนะนำทางการแพทย์ที่ระบุว่าผู้ป่วยมะเร็งทุกคนต้องงดอาหารทะเล เพราะอาหารทะเลทำให้ก้อนมะเร็งเติบโต โดยปลาและอาหารทะเลสามารถเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินเพื่อสุขภาพได้
สิ่งสำคัญกว่าการงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง คือการกินอาหารให้หลากหลาย ได้พลังงานและโปรตีนเพียงพอ รักษาน้ำหนักและกล้ามเนื้อ รวมถึงปรับอาหารตามอาการข้างเคียงและโรคประจำตัวของแต่ละคน
ผู้ป่วยมะเร็งกินกุ้ง ปู ปลาหมึก และหอยได้ไหม?
ผู้ป่วยมะเร็งสามารถกินกุ้ง ปู ปลาหมึก และหอยได้ หากปฏิบัติตามหลักต่อไปนี้
- ไม่มีประวัติแพ้อาหารทะเล
- อาหารสดและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
- ปรุงสุกทั่วถึง ไม่ดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
- ไม่ทิ้งไว้นอกตู้เย็นเป็นเวลานาน
- ไม่กินในปริมาณมากจนทดแทนอาหารหมู่อื่น
- เลือกวิธีต้ม นึ่ง อบ หรือย่าง มากกว่าทอดหรือปรุงด้วยน้ำมันมาก
- ลดการใช้เกลือ น้ำปลา ซอส และเครื่องปรุงรสเค็ม
หากผู้ป่วยมีโรคไต โรคตับ ภาวะบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง หรือได้รับคำสั่งให้จำกัดโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม หรือฟอสฟอรัส ควรสอบถามแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน เพราะข้อจำกัดขึ้นอยู่กับโรคและผลเลือด ไม่ได้พิจารณาจากการเป็นมะเร็งเพียงอย่างเดียว
อาหารทะเลชนิดใดควรหลีกเลี่ยง?
ผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่เม็ดเลือดขาวต่ำหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลดิบหรือปรุงไม่สุก เช่น
- ปลาดิบ ซูชิ และซาชิมิ
- ยำหรือพล่าทะเลดิบ
- กุ้งแช่น้ำปลา
- ปูดองหรือปูม้าดอง
- หอยนางรมสด
- หอยหรือปลาหมึกที่ปรุงไม่สุก
- อาหารทะเลหมักดิบ
- ปลาแซลมอนรมควันเย็นหรือปลาเค็มรมควันที่ยังไม่ได้ผ่านความร้อน
- อาหารจากบุฟเฟต์ที่วางทิ้งไว้นานหรือไม่ทราบวิธีเก็บรักษา
อาหารทะเลดิบอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิ ผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีโอกาสเจ็บป่วยจากอาหารเป็นพิษได้ง่ายและอาจมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป
วิธีเลือกและปรุงอาหารทะเลให้ปลอดภัย
1. เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้
เลือกอาหารทะเลที่สด เก็บในความเย็น บรรจุภัณฑ์ไม่เสียหาย และไม่มีกลิ่นผิดปกติ ตรวจวันหมดอายุก่อนซื้อทุกครั้ง
2. แยกของดิบออกจากอาหารพร้อมกิน
ใช้มีด เขียง และภาชนะแยกสำหรับอาหารทะเลดิบ เพื่อป้องกันน้ำจากของดิบปนเปื้อนผัก ผลไม้ หรืออาหารที่ปรุงสุกแล้ว
3. ปรุงให้สุกทั่วถึง
แนะนำให้ปรุงปลาให้มีอุณหภูมิภายในอย่างน้อย 63°C เนื้อปลาควรทึบและแยกออกง่ายด้วยส้อม ส่วนหอยควรปรุงจนเปลือกเปิดและเนื้อด้านในมีสีขาวทึบ หอยที่เปลือกไม่เปิดหลังปรุงควรทิ้ง
4. เก็บในตู้เย็นโดยเร็ว
ไม่ควรวางอาหารทะเลหรืออาหารปรุงสุกไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง ควรแช่เย็นทันทีและอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนกินซ้ำ
5. ยึดหลัก สะอาด แยก สุก เย็น
ล้างมือและอุปกรณ์ให้สะอาด แยกอาหารดิบกับอาหารสุก ปรุงด้วยอุณหภูมิที่ปลอดภัย และเก็บอาหารในความเย็นอย่างเหมาะสม
สรุป
ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่กินอาหารทะเลได้ และอาหารทะเลสามารถเป็นแหล่งโปรตีนและสารอาหารในมื้ออาหารได้ ไม่มีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยทุกคนงดปลา กุ้ง ปู ปลาหมึก หรือหอยเพียงเพราะเป็นมะเร็ง
หัวใจสำคัญ คือ เลือกอาหารที่สด สะอาด ปรุงสุกทั่วถึง และหลีกเลี่ยงอาหารทะเลดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะในช่วงที่เม็ดเลือดขาวต่ำ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือหลังปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด
ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล โรคไต โรคตับ หรือต้องจำกัดสารอาหารบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนให้เหมาะกับสุขภาพและการรักษาเฉพาะบุคคล
**บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารได้ ข้อจำกัดด้านอาหารแตกต่างกันตามชนิดมะเร็ง ผลเลือด โรคประจำตัว และแผนการรักษา**


