ศูนย์ชีวารักษ์

พยาบาลดูแลผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ระหว่างให้ยาเคมีบำบัด พร้อมติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด

แพ้คีโม ยังรักษามะเร็งต่อได้ไหม?

ระหว่างให้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่น คัน หน้าแดง หนาวสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก จนกังวลว่าเป็นอาการแพ้คีโม และจะไม่สามารถรักษามะเร็งต่อได้

คำตอบ คือ ผู้ป่วยจำนวนมากยังสามารถรักษามะเร็งต่อได้ แม้เคยมีปฏิกิริยาแพ้คีโม แต่แนวทางหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของยา ความรุนแรงของอาการ การตอบสนองต่อการแก้แพ้ ประวัติการแพ้ยา และทางเลือกอื่นที่สามารถใช้รักษามะเร็งชนิดนั้นได้

แพทย์อาจปรับความเร็วในการให้ยา ให้ยาป้องกันก่อนคีโม ทำกระบวนการลดความไวต่อยา เปลี่ยนยา หรือเลือกการรักษาประเภทอื่น โดยต้องประเมินประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายบุคคล

แพ้คีโม หมายถึงอะไร?

คำว่าแพ้คีโมที่ใช้ทั่วไปอาจหมายถึงอาการได้หลายลักษณะ ซึ่งมีแนวทางดูแลแตกต่างกัน

  1. ปฏิกิริยาจากการให้ยา

Infusion Reaction หรือ Hypersensitivity Reaction เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายหรือระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อยาที่ให้เข้าทางหลอดเลือดมากเกินไป อาจเกิดจากคีโม ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด

อาการส่วนใหญ่มักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมงหลังเริ่มให้ยา แต่บางรายอาจมีอาการล่าช้าหลังได้รับยาไปแล้วหลายวัน ปฏิกิริยามีได้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงภาวะแพ้รุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

  1. ผลข้างเคียงจากคีโม

อาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง อ่อนเพลีย แผลในปาก ท้องเสีย ท้องผูก เม็ดเลือดต่ำ หรือชาปลายมือปลายเท้า เป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากฤทธิ์ของยา ไม่ได้หมายความว่าแพ้ยาเสมอไป

ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจัดการได้ด้วยยาบรรเทาอาการ การปรับขนาดยา เลื่อนรอบการรักษา หรือเปลี่ยนสูตรยา โดยไม่จำเป็นต้องหยุดรักษามะเร็งทั้งหมด

  1. มะเร็งไม่ตอบสนองต่อคีโม

บางครั้งคำว่า แพ้คีโม ถูกใช้ในความหมายว่าก้อนมะเร็งไม่ตอบสนองหรือกลับมาโตระหว่างรักษา กรณีนี้ไม่ใช่อาการแพ้ยา แต่หมายถึงยาสูตรนั้นอาจควบคุมโรคไม่ได้ตามที่คาดหวัง

แพทย์อาจประเมินสูตรคีโมอื่น ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด ฮอร์โมนบำบัด รังสีรักษา การผ่าตัด หรือการรักษาเฉพาะจุดตามชนิดและระยะของมะเร็ง

อาการแบบไหนอาจเป็นปฏิกิริยาแพ้คีโม?

อาการที่อาจเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังให้ยา ได้แก่

  • คัน หน้าแดง หรือร้อนวูบวาบ
  • มีผื่นหรือลมพิษ
  • ไข้หรือหนาวสั่น
  • ใจเต้นเร็ว
  • ไอ หายใจไม่สะดวก หรือมีเสียงหวีด
  • แน่นหรือไม่สบายบริเวณหน้าอก
  • ปวดหลัง ปวดท้อง หรือปวดกล้ามเนื้อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอย่างเฉียบพลัน
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
  • รู้สึกวิตกกังวลอย่างฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุ

หากมีอาการระหว่างให้ยา ควรแจ้งพยาบาลทันที แม้อาการจะดูเล็กน้อยหรือไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับยาหรือไม่ ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงขึ้น

เมื่อเกิดอาการแพ้คีโม แพทย์ทำอย่างไร?

เมื่อสงสัยว่ามีปฏิกิริยาจากการให้ยา พยาบาลอาจหยุดหรือพักการให้ยา พร้อมตรวจการหายใจ อุณหภูมิ ความดันโลหิต ชีพจร และระดับออกซิเจน

แพทย์อาจให้ยาตามอาการ เช่น ยาต้านฮิสตามีน สเตียรอยด์ ยาลดไข้ ออกซิเจน หรือยาอื่นตามความรุนแรง หากเป็น Anaphylaxis จำเป็นต้องได้รับอะดรีนาลีนและการดูแลฉุกเฉิน

หลังควบคุมอาการได้ แพทย์จะประเมินว่าเกิดจากยาชนิดใด อาการรุนแรงเพียงใด ตอบสนองต่อยาแก้แพ้หรือไม่ และเคยเกิดปฏิกิริยาลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือเปล่า

หากให้คีโมต่อไม่ได้ ยังมีทางเลือกอะไรบ้าง?

ทางเลือกขึ้นอยู่กับชนิด ระยะ และลักษณะทางชีวภาพของมะเร็ง อาจประกอบด้วย

  • เปลี่ยนเป็นคีโมชนิดหรือสูตรอื่น
  • ยามุ่งเป้าตามผลตรวจ Biomarker
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด
  • ฮอร์โมนบำบัดสำหรับมะเร็งที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน
  • การผ่าตัด
  • รังสีรักษา
  • การจี้หรือรักษาก้อนเฉพาะจุด
  • การเข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิก
  • การดูแลประคับประคองร่วมกับการควบคุมมะเร็ง

การรักษาเหล่านี้ไม่ได้ใช้ได้กับมะเร็งทุกชนิด แพทย์ต้องพิจารณาผลพยาธิวิทยา ระยะโรค Biomarker การรักษาที่เคยได้รับ และสุขภาพของผู้ป่วย

ป้องกันอาการแพ้คีโมได้อย่างไร?

ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณี แต่การให้ข้อมูลครบถ้วนช่วยลดความเสี่ยงและเตรียมรับมือได้ดีขึ้น ผู้ป่วยควร

  • แจ้งประวัติแพ้ยา อาหาร หรือสารทึบรังสี
  • บอกทีมรักษาหากเคยมีอาการผิดปกติระหว่างให้ยา
  • รับประทานยาป้องกันตามเวลาที่แพทย์กำหนด
  • ไม่ซื้อยาแก้แพ้หรือสเตียรอยด์รับประทานเอง
  • แจ้งยา สมุนไพร และอาหารเสริมทุกชนิดที่ใช้อยู่
  • สังเกตอาการตลอดการให้ยาและหลังกลับบ้าน
  • บันทึกชื่อยา วันที่ให้ยา เวลาที่เริ่มมีอาการ และลักษณะอาการ

แม้เคยได้รับยาชนิดเดิมโดยไม่มีปัญหา ก็ยังสามารถเกิดปฏิกิริยาในรอบถัดไปได้ จึงควรแจ้งพยาบาลทันทีเมื่อรู้สึกผิดปกติ

สรุป

แพ้คีโมไม่ได้หมายความว่าจะรักษามะเร็งต่อไม่ได้เสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจกลับมาใช้ยาชนิดเดิมได้ด้วยยาป้องกัน การปรับอัตราการให้ยา หรือการลดความไวต่อยา ขณะที่บางรายควรเปลี่ยนยา เปลี่ยนสูตร หรือเลือกการรักษาประเภทอื่นเพื่อความปลอดภัย

สิ่งสำคัญคือแยกให้ออกว่าอาการเป็นปฏิกิริยาแพ้ยา ผลข้างเคียงจากคีโม หรือมะเร็งไม่ตอบสนองต่อยา เพราะทั้งสามกรณีมีแนวทางแก้ไขต่างกัน ผู้ป่วยไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง และควรแจ้งทีมรักษาทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ

**บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ หากมีอาการหายใจลำบาก หน้าหรือคอบวม หน้ามืด หรือหมดสติ ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉินทันที**

พยาบาลดูแลผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ระหว่างให้ยาเคมีบำบัด พร้อมติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด

สอบถามและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เบอร์ติดต่อ 0638166058

สอบถามข้อมูลการรักษา

เพิ่มเพื่อน

แชร์บทความ

At vero eos et accusamus et iusto odio digni goikussimos ducimus qui to bonfo blanditiis praese. Ntium voluum deleniti atque.

Melbourne, Australia
(Sat - Thursday)
(10am - 05 pm)
thTH