เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม ดูแลตัวเองอย่างไร?
เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หลายคนอาจได้รับแจ้งจากแพทย์ว่าค่าเม็ดเลือดลดลงจนต้องเลื่อนการรักษา หรือจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เกิดความกังวลว่าอาการดังกล่าวอันตรายหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไร
สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ ยาเคมีบำบัดไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเซลล์ปกติที่มีการแบ่งตัวเร็ว รวมถึงเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ เมื่อการสร้างเม็ดเลือดลดลง จึงทำให้จำนวนเม็ดเลือดในกระแสเลือดต่ำกว่าปกติ
แม้อาการนี้จะเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย แต่ผู้ป่วยไม่ควรละเลย เพราะเม็ดเลือดแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน หากลดลงมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะซีด หรือเลือดออกง่าย ดังนั้น การสังเกตอาการและดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การรักษาดำเนินไปอย่างปลอดภัย
เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม คืออะไร?
คำว่า เม็ดเลือดต่ำ หมายถึง ภาวะที่จำนวนเซลล์เม็ดเลือดชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิด ลดลงต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งมักตรวจพบจากการตรวจเลือดก่อนหรือระหว่างการให้ยาเคมีบำบัด
เม็ดเลือดที่สำคัญแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่
1. เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells)
เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ป้องกันและกำจัดเชื้อโรค หากเม็ดเลือดขาว โดยเฉพาะนิวโทรฟิล (Neutrophils) ลดลง ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ภาวะนี้เรียกว่า Neutropenia
2. เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells)
เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ หากลดลง ผู้ป่วยอาจมีภาวะโลหิตจาง (Anemia) ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือหายใจหอบเมื่อออกแรง
3. เกล็ดเลือด (Platelets)
เกล็ดเลือดช่วยให้เลือดแข็งตัว เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยอาจมีจ้ำเลือด เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือมีเลือดออกหยุดยาก
ทำไมเคมีบำบัดจึงทำให้เม็ดเลือดต่ำ?
ยาเคมีบำบัดมีหน้าที่ทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ซึ่งนอกจากเซลล์มะเร็งแล้ว ยังรวมถึงเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด
หลังได้รับยาเคมีบำบัด จำนวนเม็ดเลือดมักค่อย ๆ ลดลง และจะต่ำที่สุดในช่วงประมาณ 7–14 วัน หลังให้ยา ทั้งนี้อาจแตกต่างกันตามชนิดของยาและแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
เมื่อไขกระดูกเริ่มฟื้นตัว จำนวนเม็ดเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอีกครั้ง จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์มักนัดตรวจเลือดก่อนให้ยาเคมีบำบัดในรอบถัดไป เพื่อประเมินว่าร่างกายพร้อมสำหรับการรักษาหรือไม่
เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม มีอาการอย่างไร?
อาการที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับชนิดของเม็ดเลือดที่ลดลง หากเม็ดเลือดขาวต่ำ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติในระยะแรก แต่เมื่อเกิดการติดเชื้อ อาจมีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ไอ หรือปัสสาวะแสบขัด
หากเม็ดเลือดแดงต่ำ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- อ่อนเพลีย
- เวียนศีรษะ
- หน้ามืด
- ใจสั่น
- หายใจเหนื่อยเมื่อออกแรง
ส่วนผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ อาจสังเกตได้จาก
- มีจ้ำเลือดง่าย
- เลือดกำเดาไหล
- เลือดออกตามไรฟัน
- มีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง
- เลือดหยุดไหลช้ากว่าปกติ
หากมีอาการเหล่านี้ ควรแจ้งแพทย์ผู้ดูแล ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม อันตรายหรือไม่?
ความรุนแรงของภาวะเม็ดเลือดต่ำขึ้นอยู่กับชนิดของเม็ดเลือดที่ลดลงและระดับความผิดปกติ ในผู้ป่วยบางราย อาจมีเพียงค่าเลือดลดลงเล็กน้อยโดยไม่มีอาการ และสามารถติดตามอาการต่อได้
แต่หากเม็ดเลือดขาวต่ำมาก โดยเฉพาะร่วมกับ มีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป อาจเป็นภาวะ ไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำ (Febrile Neutropenia) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ จำเป็นต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจมีการติดเชื้อรุนแรงได้
ในกรณีของเม็ดเลือดแดงต่ำหรือเกล็ดเลือดต่ำมาก แพทย์อาจพิจารณาให้เลือด ให้เกล็ดเลือด หรือปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม ดูแลตัวเองอย่างไร?
เมื่อแพทย์แจ้งว่าค่าเม็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยหลายคนอาจกังวลว่าจะต้องหยุดใช้ชีวิตประจำวันทั้งหมดหรือไม่ ความจริงแล้ว การดูแลตัวเองที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
1. ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
หากเม็ดเลือดขาวต่ำ ร่างกายจะมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคลดลง จึงควรใส่ใจเรื่องสุขอนามัยเป็นพิเศษ คำแนะนำ ได้แก่
- ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มีไข้ ไอ หรือเป็นหวัด
- หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัย
- ดูแลความสะอาดของช่องปากและฟัน
- หากมีบาดแผล ควรล้างแผลและปิดแผลให้สะอาด
แม้จะระมัดระวังเพียงใด หากมีไข้หรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง
2. รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก
ในช่วงที่เม็ดเลือดขาวต่ำ การเลือกอาหารที่ปลอดภัยมีความสำคัญไม่แพ้การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ควรเลือก
- อาหารที่ปรุงสุกใหม่
- เนื้อสัตว์ที่สุกทั่วถึง
- ไข่สุก
- ผักและผลไม้ที่ล้างสะอาด หรือปรุงสุกหากไม่มั่นใจในความสะอาด
- น้ำดื่มที่สะอาด
ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง เช่น ซาชิมิ หอยนางรม ไข่ดิบ หรือไข่ลวก
- นมที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์
- อาหารที่เก็บไว้นานหรือไม่ทราบแหล่งที่มา
การรับประทานอาหารที่สะอาดช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากอาหาร ซึ่งอาจรุนแรงได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
3. รับประทานอาหารให้เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน
ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าใจผิดว่า หากเม็ดเลือดต่ำควรรับประทานอาหารบางชนิดเพื่อเพิ่มเม็ดเลือด ปัจจุบัน ยังไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดได้ทันที อย่างไรก็ตาม การได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีน จะช่วยให้ร่างกายมีวัตถุดิบในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสนับสนุนการทำงานของไขกระดูกในช่วงฟื้นตัว
ตัวอย่างอาหารที่แนะนำ ได้แก่
- ไข่
- ปลา
- เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
- เต้าหู้
- นมและผลิตภัณฑ์จากนม
- ถั่วเมล็ดแห้งที่ปรุงสุก
หากรับประทานอาหารได้น้อย ควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ และปรึกษานักกำหนดอาหารหากมีปัญหาด้านโภชนาการ
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
ภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ จึงควร
- นอนหลับให้เพียงพอ
- วางแผนกิจกรรมในแต่ละวันให้เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก
- หากรู้สึกเหนื่อย ควรหยุดพักทันที
การพักผ่อนที่เพียงพอช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว และลดความอ่อนเพลียระหว่างการรักษา
5. ระวังการเกิดเลือดออก หากเกล็ดเลือดต่ำ
ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ข้อควรปฏิบัติ ได้แก่
- ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม
- โกนหนวดด้วยเครื่องโกนไฟฟ้าแทนใบมีด (ในผู้ชาย)
- ระมัดระวังของมีคม
- หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ
- ไม่ซื้อยาแก้ปวดบางชนิด เช่น กลุ่ม NSAIDs มารับประทานเองหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก
สรุป
เม็ดเลือดต่ำหลังคีโม เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เนื่องจากยามีผลต่อการทำงานของไขกระดูก ซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือด แม้ภาวะนี้มักเกิดขึ้นชั่วคราว แต่หากเม็ดเลือดลดลงมาก ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะโลหิตจาง หรือเลือดออกผิดปกติได้
การดูแลตนเองที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาสุขอนามัย ล้างมือเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด ได้รับพลังงานและโปรตีนเพียงพอ พักผ่อนให้เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรซื้อยาหรืออาหารเสริมมารับประทานเองโดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเลือด เพราะปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้ หากแพทย์เห็นว่าจำเป็น อาจพิจารณาให้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ให้เลือด หรือปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสม
หากมีไข้ หนาวสั่น เหนื่อยผิดปกติ เลือดออกง่าย หรือมีอาการที่น่าสงสัย ไม่ควรรอดูอาการเอง แต่ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายได้


