ยาต้านอะโรมาเตส ใช้ผิดเสี่ยงมะเร็งเต้านมกำเริบ
มะเร็งเต้านมชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก (Hormone receptor–positive breast cancer) เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด และยาต้านฮอร์โมน เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หนึ่งในยาที่ใช้บ่อย คือ ยาต้านอะโรมาเตส (Aromatase inhibitors) ได้แก่
- Anastrozole
- Letrozole
- Exemestane
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากและเป็นจุดที่เกิดความเข้าใจผิดได้บ่อย คือ ผู้ป่วยต้องอยู่ในภาวะวัยหมดประจำเดือนจริงเท่านั้น ยากลุ่มนี้จึงจะออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยาต้านอะโรมาเตสทำงานอย่างไร?
ในสตรีวัยหมดประจำเดือน รังไข่หยุดผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างถาวร ร่างกายจะสร้างเอสโตรเจนจากไขมัน ผ่านเอนไซม์ที่ชื่อว่า Aromatase
ยาต้านอะโรมาเตส จะทำหน้าที่
- ยับยั้งเอนไซม์ Aromatase
- ลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ
- ทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมที่อาศัยฮอร์โมนขาดแหล่งอาหาร
กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีประจำเดือน แต่ยังไม่ใช่วัยหมดประจำเดือน
ผู้ป่วยต่อไปนี้ ไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นวัยหมดประจำเดือนโดยอัตโนมัติ
1. ไม่มีประจำเดือนหลังเคมีบำบัด (Chemotherapy-induced amenorrhea)
- รังไข่อาจหยุดทำงานชั่วคราว
- ยังสามารถกลับมาผลิตฮอร์โมนได้
2. อายุน้อยกว่า 60 ปี ไม่มีประจำเดือนเกิน 1 ปี
- แต่รังไข่อาจยังทำงานอยู่ในระดับต่ำ
- ยังมีการสร้างเอสโตรเจนได้
3. ผ่าตัดมดลูกออก แต่ยังมีรังไข่
- ไม่มีประจำเดือน แต่ฮอร์โมนยังผลิตได้
4. ฉีดยาคุมกำเนิดระยะยาว
- ไม่มีประจำเดือนจากผลของยา
- ไม่ใช่ภาวะหมดประจำเดือนถาวร
ทั้ง 4 กรณีนี้ ไม่ถือว่าเป็นวัยหมดประจำเดือนโดยอัตโนมัติ
ทำไมการแยกภาวะวัยหมดประจำเดือนจึงสำคัญมาก?
เพราะถ้าใช้ยาต้านอะโรมาเตสในผู้ป่วยที่ยังไม่หมดประจำเดือนจริง จะเกิดผลเสียสำคัญ ได้แก่
1. ยาไม่ได้ผลในการรักษามะเร็ง
- รังไข่ยังผลิตเอสโตรเจนได้
- มะเร็งยังได้รับฮอร์โมนหล่อเลี้ยง
- อาจนำไปสู่การกลับเป็นซ้ำเร็ว หรือกลายเป็นมะเร็งระยะที่สี่
2. กระตุ้นให้รังไข่ทำงานมากขึ้น
- เกิดการตกไข่
- มีประจำเดือนกลับมา
- บางรายตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ
3. เกิดผลข้างเคียงโดยไม่เกิดประโยชน์
- ปวดข้อ ข้อติด
- ปวดกล้ามเนื้อ
- มวลกระดูกลดลง
- คุณภาพชีวิตแย่ลงโดยไม่ช่วยควบคุมโรค
เกณฑ์การวินิจฉัยวัยหมดประจำเดือนที่ถูกต้อง
แพทย์ควรใช้เกณฑ์มาตรฐาน ไม่ใช่อาศัยเพียงการไม่มีประจำเดือนถือว่าเป็นวัยหมดประจำเดือน หากเข้าเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง
- อายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างหรือได้รับยาระงับการทำงานรังไข่อย่างต่อเนื่อง
- อายุน้อยกว่า 60 ปี ไม่มีประจำเดือน ≥ 12 เดือน โดยไม่อยู่ในช่วงเคมีบำบัด Tamoxifen ยาระงับรังไข่ และตรวจเลือดพบ Estradiol ต่ำมาก FSH สูงในช่วงวัยหมดประจำเดือน
หากผู้ป่วยกำลังรับยาต้านฮอร์โมน ควรตรวจเลือดซ้ำทุก 3–6 เดือน เพื่อติดตามสถานะฮอร์โมน
สรุป จุดสำคัญที่ผู้ป่วยและแพทย์ต้องเข้าใจตรงกัน
- การไม่มีประจำเดือนไม่เท่ากับวัยหมดประจำเดือนเสมอไป
- ยาต้านอะโรมาเตส ใช้ได้ผลเฉพาะในวัยหมดประจำเดือนจริง
- การเลือกยาผิดกลุ่มเท่ากับเสียโอกาสควบคุมโรค
- การวินิจฉัยภาวะวัยหมดประจำเดือนต้องอาศัย เกณฑ์ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง
การรักษามะเร็งเต้านมให้ได้ผลดี ไม่ได้ขึ้นกับยาแพงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการเลือกยาให้ถูกกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยตั้งแต่แรก
